วันพุธที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เปลี่ยน Changes

เย็นวันศุกร์ของสัปดาห์ ชัยเลิกงานกลับบ้านพร้อมกับเพื่อนรักของเขาคือพจน์ วันนี้เป็นวันเกิดของลูกชายของพจน์ ชัยขับรถไปส่งพจน์ที่บ้านซึ่งทำเป็นประจำอยู่แล้ว
“เฮ้ย ชัยเข้ามาในบ้านก่อนซิ” พจน์เอ่ยชวนขณะที่เขาหยิบกล่องของขวัญที่จะมอบให้ลูกชายตัวเองออกจากท้ายรถ ชัยหยิบกล่องของขวัญใบเล็กที่วางอยู่หน้ารถ มายื่นให้พจน์
“ข้ากลับก่อนดีกว่า ฝากนี่ให้น้องบอยด้วยแล้วกัน” พจน์รับมาแล้วดึงตัวของชัยลงจากรถ
“ไม่ได้เฟ้ย แกต้องอวยพรวันเกิดให้ลูกข้าก่อน” ชัยยอมไปแต่โดยดี ในบ้านของพจน์เต็มไปด้วยของขวัญที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ เด็กๆอีกหลายคนมาร่วมวันเกิดของน้องบอยด้วย
“มานี่ลูกบอย สวัสดีน้าชัยก่อนซิครับ” พจน์เรียกลูกชายมาและให้ยกมือไหว้เขา ชัยรับไหว้และยื่นของขวัญให้ น้องบอยดีใจมากยกมือไหว้ชัยอีกครั้งและวิ่งไปหาเพื่อนๆ ชัยมองแล้วอมยิ้ม
“ครอบครัวแกนี่น่ารักดีนะ” ชัยหันภรรยาของพจน์ที่จับตัวลูกชายเอาไว้ เพราะน้องบอยเอาแต่วิ่งไปรอบบ้าน
“แล้วแกไม่คิดจะมีครอบครัวดูบ้างรึไง” พจน์ถามกลับ ชัยเงียบไปสักพัก
“ข้าไม่มีความรับผิดชอบมากขนาดที่จะดูแลอีกชีวิตที่จะมาอยู่ด้วยหรอก”
“แกก็ลองเปลี่ยนแปลงตัวเองซิ” พจน์ยิ้ม ชัยขอตัวกลับบ้านก่อนเพราะต้องสะสางงานให้เสร็จ พจน์เดินไปส่งที่หน้าบ้าน “โชคดีนะเพื่อน” พจน์โบกมือให้เมื่อชัยออกรถไปแล้ว
ที่บ้านของชัย ข้าวของในห้องถูกวางสุมกันอย่างไม่เป็นระเบียบ เขาไม่เคยให้ใครมาเที่ยวที่บ้านเลยแม้แต่พจน์ เขาอายที่จะให้ใครมาเห็นสภาพบ้านของผู้จัดการบริษัทแบบเขาที่ไม่มีอะไรดีเลยสักอย่าง ขณะที่พจน์เป็นลูกน้องของเขาที่บริษัทแต่บังเอิญเป็นเพื่อนคนเดียวของเขายังดูดีซะกว่า ทั้งบุคลิก มนุษยสัมพันธ์ ครอบครัว คนรัก มีบ้านที่อบอุ่นคอยต้อนรับอยู่ทุกวัน แล้วเขาล่ะมีทั้งบ้านทั้งรถแต่ไม่เห็นมีใครมาอยู่ด้วยเลย
“หรือว่าถึงเวลาที่เราต้องเปลี่ยนแปลงจริงๆนะ” ชัยรำพึงเบาๆกับตัวเองเมื่อได้เห็นกองทัพแมลงสาบบุกเข้ายึดห้องครัวของเขาเรียบร้อยแล้ว ชัยถอนหายใจแล้วไปหยิบยาฉีดแมลงสาบมาไล่ฉีดใส่พวกมัน
“จี๊ดๆๆๆๆ” เสียงหนูร้องดังออกมาจากห้องนั่งเล่นของเขา ชัยวิ่งไปหยิบไม้กวาดมาเพื่อไล่หนูออกจากห้องนั่งเล่น เขาวิ่งไปมาจนเหนื่อยและล้มลงนอนกับพื้น เขารู้สึกหมดแรงแล้วเผลอหลับไป
เขารู้สึกตัวขึ้นอีกครั้งเมื่อนกในนาฬิกาบนผนังห้องนั่งเล่นร้องบอกว่าเป็นเวลา6โมงเช้าของวันเสาร์ ชัยมองนาฬิกาอีกครั้ง เขารีบลุกขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัว ท้องของเขาร้องจ๊อก ห้องครัวก็ยังถูกยึดโดยกองกำลังแมลงสาบผู้หิวโหยและครอบครัวหนูที่กำลังหาที่ซุกหัวนอนในห้องนั่งเล่นของเขา วันนี้คงต้องออกไปหาอะไรกินนอกบ้านอีกแล้ว ชัยหยิบกุญแจรถและออกไปนอกบ้าน เขาขับรถไปหน้าปากซอยเพื่อกินข้าว
“แม่ค้า เอาข้าวราดแกงเขียวหวานจานนึง” เขาสั่งและอ่านหนังสือพิมพ์บนโต๊ะ ข้าวถูกวางลงบนโต๊ะ เขาวางหนังสือพิมพ์และเงยหน้าขึ้นมองผู้ที่ยกข้าวมาให้เขา เธอช่างสวยเหลือเกิน
“ขอบคุณครับ” ชัยรีบกินข้าวเพราะเขินที่ได้เห็นหน้าเธอผู้นั้น
“เก็บตังค์ด้วยครับ” เธอคนเดิมกลับมาที่โต๊ะของเขา
“20 บาทค่ะ” ชัยยื่นเงินให้20 บาทพอดีไม่ต้องทอน
“คุณเป็นเจ้าของร้านเหรอครับ” เธอหันกลับมา
“ค่ะ ร้านก็เพิ่งเปิดมาได้สองอาทิตย์เองค่ะ อาหารถูกปากรึเปล่าคะ” เธอหันมาตอบด้วยวาจาที่ไพเราะต่างจากแม่ค้าขายกับข้าวโดยทั่วไป
“อร่อยมากเลยครับ” ชัยตอบ เธอยิ้มที่ได้รับคำชม
“แม่ครับ หิวแล้ว” เด็กผู้ชายหน้าตาแก่นแก้วรุ่นราวคราวเดียวกับลูกของพจน์ เดินมาดึงชายกระโปรงของเธอ
“ลูกชายเหรอครับ” น้ำเสียงของชัยดูซึมลงเมื่อรู้ว่าเธอคนนั้นมีลูกแล้ว
“ค่ะ ดิฉันเป็นแม่ม่ายน่ะค่ะ ฉันอยู่กับลูกแค่สองคน” ชัยรู้สึกมีความหวังนิดหน่อยเมื่อรู้ว่าเธอเป็นแม่ม่าย
“คุณชื่ออะไรเหรอครับ”
“ฉันชื่อดาวค่ะ ลูกชายฉันชื่อเพชร”
“ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ ผมชื่อชัย” เธอยิ้มอีกครั้งและขอตัวไปหาข้าวให้ลูกชายของเธอทานก่อน
“แล้วจะแวะมาอีกนะครับ” ชัยออกจากร้านอาหารและกำลังจะไปที่ร้านขายของแถวบ้านเพื่อซื้ออุปกรณ์ทำความสะอาดมาทำความสะอาดบ้านที่แสนสกปรกของเขา วันนี้แหละที่เขาจะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง
ชัยกลัมมาบ้านพร้อมอุปกรณ์ครบมือ เขาเริ่มทำความสะอาดจากห้องครัวเป็นอย่างแรก ไล่ไปยังห้องนั่งเล่น ห้องนอน ห้องทำงาน จนทั่วบ้าน เมื่อแน่ใจว่าบ้านสะอาดแล้วเขาล้มตัวลงนอนบนโซฟาในห้องนั่งเล่น หน้าของดาวผุดขึ้นมาในความคิดของเขา หรือว่าเขาจะหลงรักเธอเข้าแล้วนะ แล้วดาวล่ะจะชอบคนแบบเขารึเปล่า เขาลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัวอีกครั้งเพื่อจะไปกินข้าวนอกบ้าน แน่นอนว่าต้องเป็นร้านของดาวที่เขาจะไป
ตอนนี้เย็นมากแล้ว ร้านของดาวก็ยังเปิดอยู่ มีลูกค้าอยู่ประมาณสองสามโต๊ะ ชัยเขาไปนั่งและสั่งอาหารกับเธอ เขาเอาแต่เฝ้ามองเธอเดินไปมาภายในร้าน จนกินข้าวหกเลอะเต็มโต๊ะ
“ฟิ้วๆๆ” น้ำสายเล็กๆถูกฉีดเข้าที่หน้าของเขา ชัยหันไปมองก็เห็นเพชรลูกของดาวกำลังยิงปืนฉีดน้ำใส่เขา
“อย่าเล่นแบบนี้ซิคะลูก เขาเป็นลูกค้านะ” ดาวเดินมาห้ามลูกเล่นปืนฉีดน้ำ
“ไม่เป็นไรหรอกครับเด็กกำลังซนก็แบบนี้แหละ” ชัยพูดเมื่อเห็นดาวรู้สึกผิดที่ลูกชายทำแบบนี้
“แล้วคุณดาวจะปิดร้านเมื่อไหร่ครับ”
“สองทุ่มก็จะปิดแล้วหละค่ะ แต่ลูกค้าที่เมาเหล้าโต๊ะนั้นไม่ยอมไปก็เลยยังไม่ได้ปิดร้านน่ะค่ะ” ดาวชี้ไปยังกลุ่มผู้ชายสามคนที่กำลังกินเหล้าอยู่ ชัยเดินไปที่โต๊ะนั้น
“ขอโทษนะครับ คือว่าร้านจะปิดแล้ว” ชายคนหนึ่งหันมาหาชัย
“ไม่ไปมีอะไรป่าว” ชายอีกสองคนลุกขึ้นตาม
“เจ้าของร้านเค้าก็ต้องกลับบ้านนะครับ” ดาวกับลูกชายยืนมองอยู่ไกลๆ ชายอีกสองคนมองไปที่เธอและเดินไปที่ดาวเพื่อจับตัวเธอไว้ ดาวพยายามดิ้นสุดแรงส่วนเพชรร้องไห้ด้วยความกลัว ชัยชกหน้าชายคนที่ยืนอยู่ที่โต๊ะและเข้าไปดึงชายอีกสองคนออกจากตัวดาว ลูกค้าที่อยู่ในร้านก็เข้ามาช่วยชัยสู้กับลูกค้าที่เมา สุดท้ายชายขี้เมาสามคนก็ลงไปกองอยู่กับพื้นนอกร้าน ต่างคนต่างได้แผลไปคนละเล็กละน้อยรวมทั้งชัยเอง
“ขอบคุณนะคะ คุณเจ็บมากรึเปล่าคะ” ดาวเข้ามาขอบคุณชัยพร้อมลูกชาย
“ไม่เป็นไรครับ ให้ผมไปส่งบ้านไหมครับ” ดาวทำท่าคิดอยู่สักพัก แล้วเธอก็ตอบตกลงเพราะลูกชายของเธอง่วงแล้ว ดาวอาศัยอยู่ในห้องเช่าถูกๆที่แลดูซอมซ่อ เธอวางลูกลงบนเตียง แล้วมาส่งชัยที่หน้าห้องพัก
“คุณดาวครับพรุ่งนี้ว่างรึเปล่าครับ” ชัยเอ่ยถามก่อนที่จะกลับ
“ว่างค่ะ เพราะว่าร้านปิดทุกวันอาทิตย์ คุณชัยมีอะไรเหรอค่ะ”
“เอ่อ...คือว่าผมอยากพาคุณกับเพชรไปเที่ยวน่ะครับ”
“จะดีเหรอคะ ฉันเพิ่งรู้จักคุณแค่วันเดียวเอง ถึงคุณจะช่วยฉันไว้วันนี้ แต่ฉันไม่รู้นี่คะว่าจะไว้ใจคุณได้รึเปล่า”
“ไม่เป็นไรครับ ผมเข้าใจ” ชัยดูเศร้าลงเล็กน้อย
“แต่ฉันกับลูกอาจจะไปก็ได้นะคะ ถ้าคุณมาอุดหนุนฉันทุกวัน”
“จริงรึเปล่าครับ” ชัยเริ่มมีความหวังอีกครั้ง ดาวไม่ตอบแต่ยิ้มให้ชัยและเดินกลับห้องไป
ชัยดีใจมากรีบขับรถกลับบ้านและนอนพักผ่อนโดยลืมอาการเจ็บปวดที่ได้มาจากการชกต่อยกับกลุ่มลูกค้าขี้เมา ทุกๆวันชัยจะไปกินข้าวที่ร้านของดาวและซื้อของเล่นไปให้เพชร ซึ่งดูเหมือนจะถูกอกถูกใจเพชรมาก และเขาก็ให้ความไว้ใจกับชัยมากขึ้น ดาวก็เริ่มเชื่อใจชัยมากขึ้นเช่นกันและยอมพาเพชรไปเที่ยวสวนสนุกกับชัย ทั้งสามคนเล่นเครื่องเล่นต่างๆ มากมายซึ่งเพชรดูจะสนุกมากและขอให้ชัยพามาอีก
“ขอบคุณนะคะที่ดีกับฉันขนาดนี้ ลูกเพชรก็เริ่มชอบคุณเหมือนกันนะคะ” ชัยยิ้ม
“ไม่เป็นไรหรอกครับคุณดาว” ชัยจับมือของดาวไว้แต่เธอชักมืออก
“ฉันว่าเรากลับกันดีกว่าค่ะ เริ่มเย็นแล้ว” ดาวจูงมือเพชรที่ยังไม่อยากกลับและจะเดินออกไป
“ดาวครับ ผมรักคุณนะครับ” ดาวหยุดและหันกลับมา
“คุณจะรับที่ฉันเป็นแม่ม่ายได้เหรอคะ” เพชรวิ่งไปกอดขาของชัย เขาอุ้มเพชรขึ้นมา
“รับได้ซิครับ ไม่ว่าคุณจะเคยผ่านเรื่องอะไรมาผมก็รับได้” ชัยโอบดาวเอาไว้
“มีอะไรในใจก็บอกผมซิครับ” ดาวไม่ได้พูดอะไรได้แต่ร้องไห้ ทั้งสามกลับไปที่ห้องเช่าของดาว เธอพาเพชรไปอาบน้ำและเข้านอน ดาวนั่งลงข้างๆชัยที่ยังไม่กลับ
“ที่จริงแล้วฉันยังไม่ได้แต่งงานหรอกค่ะ ดาวเคยเป็นเมียน้อยของผู้ชายคนนึง” ชัยเงียบไป
“เขาเลี้ยงดูฉันอย่างดี มีเงินให้ใช้ แล้ววันนึงฉันก็ท้อง” ดาวเหมือนจะร้องไห้อีกแต่ใช่โอบไหล่เธอไว้
“เขาทิ้งฉันไปอยู่กับเมียของเขาที่กำลังอุ้มท้องลูกของเขาเหมือนกัน จากนั้นฉันก็ลำบากมาเรื่อยๆ ที่บ้านก็ไม่มีใครยอมรับ จากที่เคยสบายก็ต้องทำงานรับจ้างสารพัดชีวิตฉันเปลี่ยนไปมาก จนเก็บเงินเปิดร้านอาหารของตัวเองได้และก็เลี้ยงลูกด้วยตัวเองตามลำพัง” ชัยใช้มือปาดน้ำตาของเธอ
“แล้วคุณอยากอยู่กับผมไหมล่ะ” ดาวไม่ตอบได้แต่มองหน้าชัย
“ถึงคุณไม่อยากแต่ผมอยากนะ” ดาวยิ้ม ชัยหยิบแหวนออกมาจากกระเป๋าเสื้อและสวมให้เธอ คืนนี้เขาขอค้างที่ห้องเช่าของดาว
หลังเลิกงานวันต่อมาชัยชวนพจน์ไปกินข้าวที่ร้านของดาว เพราะอยากให้พจน์มาเจอดาวซึ่งจะมาเป็นภรรยาของเขาในอีกไม่นาน เมื่อเข้ามาในร้านชัยก็พาดาวมาหาพจน์ทั้งคู่ต่างมองหน้าของอีกฝ่าย พจน์ทักทายดาวและเริ่มสั่งอาหาร
“ในที่สุดแกก็เปลี่ยนแปลงตัวเองได้แล้วซินะ” พจน์ดีใจด้วยกับการเปลี่ยนแปลงของชัย
“ได้แฟนสวยนี่ แล้วจะแต่งเมื่อไหร่ล่ะ” พจน์ถาม
“ก็อีกประมาณสองสามเดือนน่ะ แกต้องมาด้วยนะ” พจน์พยักหน้ารับ ทั้งสองกินข้าวเสร็จพจน์ก็ขอตัวกลับก่อนเพราะต้องไปธุระที่อื่นอีก
สามเดือนต่อมาดาวและชัยก็แต่งงานกัน เมื่อเข้าเรือนหอแล้วดาวทำหน้าเศร้าไป ชัยจึงเข้าไปปลอบด้วยความเป็นห่วง
“ชัยคะ ดาวมีเรื่องจะบอก ไม่รู่ว่าคุณจะโกรธรึเปล่า” น้ำตาของเธอไหลออกมาอีกแล้ว
“ไม่หรอก บอกผมมาซิ”
“ที่จริงแล้วพ่อของเพชรก็คือพจน์เพื่อนของคุณค่ะ” ชัยกอดดาวไว้แน่น
“ไม่เป็นไรหรอกดาว ตอนนี้เราอยู่ด้วยกันแล้ว อย่าไปนึกถึงความหลังอีกเลยนะ” ดาวพยักหน้ารับ

วันอาทิตย์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ทั้งวันทั้งคืน All day all night

เอาเรื่องสั้นที่เขียนไว้นานแล้วมาให้ได้อ่านกันอีกครั้ง....

ทั้งวันทั้งคืน All day all night

หลังจากเหน็ดเหนื่อยกับการทำงานในโรงพยาบาล จ๊อบ สูตินรีแพทย์หนุ่ม เดินมายืนรอรถเมล์ที่หน้าโรงพยาบาล เขาไม่ขับรถมาทำงานเพราะเขาคิดว่าเป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ อีกอย่างบ้านของเขาก็อยู่ไม่ไกลเท่าไหร่ การนั่งรถเมล์กลับถือว่าเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายมากที่สุดสำหรับเขา
รถเมล์จอดรับผู้โดยสารที่ป้าย จ๊อบขึ้นรถพร้อมกับผู้โดยสารอีกสองสามคน เพราะตอนนี้ก็สี่ทุ่มแล้ว วันนี้เขาเลิกงานช้าเพราะต้องจัดการกับเอกสารคนไข้ให้เสร็จ พรุ่งนี้ก็เป็นวันหยุดของเขาแล้ว เมื่อนึกขึ้นได้แบบนั้นจ๊อบจึงนั่งรถโดยมีเส้นทางอื่นที่ไม่ใช่ทางกลับบ้านของเขาที่จะต้องไป รถเมล์จอดเทียบที่ป้าย จ๊อบลงจากรถและเดินไปที่ซอยเล็กๆที่เต็มไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา แสงไฟส่องสว่าง ผู้คนเดินพลุกพล่าน ใช่แล้ว มันคือแหล่งรวมของสถานเริงรมณ์นั่นเอง แล้วทำไมสูตินรีแพทย์อย่างจ๊อบถึงคิดจะมาเที่ยวในที่แบบนี้ล่ะ
จ๊อบเดินเข้าไปในผับร้านหนึ่ง เขานั่งที่เคาท์เตอร์และสั่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เขารู้ว่าเป็นอันตรายต่อตับแต่เขาก็ดื่มมันโดยไม่นึกว่าเป็นการสิ้นเปลืองแต่อย่างใด ผู้คนถยอยเข้ามาในผับแห่งนี้ ส่วนใหญ่มากันเป็นคู่ เขานั่งมองคนเหล่านั้นอย่างมีความสุข
“แหล่งแพร่เชื้ออย่างดี” จ๊อบพูดกับตัวเองเบาๆ ยิ้มให้กับบาร์เทนเดอร์แล้วดื่มเหล้าอีกแก้ว ปกติแล้วเขาไม่ค่อยได้มาเที่ยวที่นี่เท่าไรนัก แต่ที่มาในวันนี้เขามีจุดประสงค์คือเพื่อเป็นเกียรติแด่คนที่เขารักและทำให้เขาเห็นอีกด้านที่เขาไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน เธอคนนั้นทำให้เขารู้ว่าสูตินรีแพทย์เป็นอาชีพที่มีเกียรติขนาดไหน

หกเดือนก่อนหน้านี้

จ๊อบเพิ่งได้เข้าทำงานในตำแหน่งของสูตินรีแพทย์ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง งานหลักของสูตินรีแพทย์คือต้องให้คำปรึกษากับผู้ป่วยที่ล้วนแต่เป็นผู้หญิง ตอนที่เขาเลือกเรียนในสาขานี้เหตุผลมีเพียงอย่างเดียวเลยคือ ผู้หญิง เขาอยากเจอผู้หญิงเยอะๆ พอเอาเข้าจริง จ๊อบพบว่าการที่จะต้องพบปะกับผู้หญิงเป็นเรื่องที่น่าเบื่อ การตรวจภายในและได้เห็นสัดส่วนต่างๆของร่างการหญิงสาวไม่ใช่เรื่องหน้าตื่นเต้นอีกต่อไปเพราะผู้ที่มาตรวจนั้นมีตั้งแต่วัยรุ่นยันวัยชรา สัปดาห์แรกๆเขายังไม่ค่อยชินเท่าไหร่นัก พอผ่านไปสักเดือนก็เริ่มเข้าที่เข้าทาง
ปัญหาที่เขาได้พบเจอในเหล่าคนไข้เหล่านี้ก็คือปัญหาโรคติอต่อทางเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะกามโรค เอดส์ เริม โรคที่เกิดกับผู้หญิงเช่น มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม จ๊อบเคยคิดว่าเขาช่างโชคดีเหลือเกินที่เกิดมาเป็นผู้ชาย คนไข้ในแผนกนี้มีมากไม่เว้นแต่ละวันและสูตินรีแพทย์ส่วนใหญ่ก็เป็นผู้ชาย คนไข้ที่เป็นผู้หญิงบางคนก็อายที่จะเล่าอาการของตัวเอง วันหนึ่งเขาได้พบกับคนที่เขาเคยรู้จัก เธอเข้ามาพร้อมกับแฟนของเธอ
“สวัสดีค่ะคุณหมอ” เธอและแฟนนั่งลงที่เก้าอี้หน้าโต๊ะของจ๊อบ เธอเป็นแฟนสมัยมัธยมของเขานั่นเอง
“สวัสดีแอน ไม่เจอกันนานเลย” เธอเงยหน้าขึ้นมองจ๊อบ
“ไอ้จ๊อบ เฮ้ยแกเป็นหมอสูติฯเหรอวะ” จ๊อบยิ้มแล้วพยักหน้า แฟนของเธอทำหน้างง
“เป็นอะไรมาล่ะแอน” จ๊อบถามถึงอาการ
“มาฝากครรภ์ว่ะ” แอนลูบที่ท้องของเธอ
“กี่เดือนแล้วล่ะ”
“สองเดือนแล้ว” จ๊อบจดรายละเอียดลงไปในบันทึกการฝากครรภ์ เมื่อตรวจร่างกายและนัดหมายการตรวจครั้งต่อไปเรียบร้อยแล้ว แอนและแฟนของเธอก็กล่าวลาจ๊อบและกลับบ้านไป จ๊อบแอบยิ้มเล็กๆที่ได้เจอกับคนรู้จักบ้าง เขานั่งตรวจจนถึงเย็น 5โมงแล้วเขาเก็บข้าวของเตรียมที่จะกลับบ้าน
“เฮ้ย หมอจ๊อบไปเที่ยวกันป่าว” หมอเม้งที่อยู่ห้องตรวจข้างๆชวนเขา
“เออ ไปไหนล่ะ”
“ผับแถวนี้แหละ ไปกันป่าว” จ๊อบตอบตกลงเพราะพรุ่งนี้เป็นวันหยุดของเขา ถ้าเกิดเมาก็พักผ่อนพรุ่งนี้ได้ไม่ทำให้เสียงาน จ๊อบนั่งรถไปเปลี่ยนเสื้อที่บ้านก่อนที่จะนั่งรถของหมอเม้งไปที่ผับแห่งหนึ่งตอนสี่ทุ่ม
“มาที่นี่บ่อยเหรอ” จ๊อบถามหมอเม้ง
“อืม ก็อาทิตย์ละสองสามครั้ง ที่นี่บริการดี” จ๊อบเดินตามหมอเม้งเข้าไปในผับ ผู้คนยังไม่ค่อยมากนักเพราะผับเพิ่งเริ่มเปิด ทั้งสองไปหาที่นั่งตรงเคาท์เตอร์
“หมอจ๊อบสั่งอะไรดีล่ะ” หมอเม้งหันมาถามเมื่อเห็นจ๊อบนั่งเหม่อมองรอบๆ
“เอาจอห์นนี่แล้วกัน” จ๊อบสั่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยี่ห้อดัง
ในผับมีเวทีสำหรับสาวเต้นอะโกโก้อยู่กลางร้าน ดีเจเริ่มเปิดเพลงแล้ว ทุกคนเริ่มเต้นไปตามจังหวะดนตรี แสงไฟสลับสีทำให้บรรยากาศดูครึกครื้น สาวนักเต้นคนแรกขึ้นมาบนเวทีด้วยชุดที่เปิดเผยเนื้อหนังมังสาอันอวบอิ่ม เธอโชว์ลีลาการเต้นที่เร่าร้อนบนพื้นเวทีแถมด้วยการรูดเสา ท่วงท่าของเธอพลิ้วไหวไปตามจังหวะเพลง จ๊อบได้แต่มองทรวดทรงองค์เอวของเธอ เขารู้สึกว่าเวลานี้มันช่างดีกว่าเวลาที่เขาต้องตรวจภายในเสียอีก
เมื่อมองเธอคนนั้นไปนานๆ เขาเริ่มคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเจอเธอที่ไหน เธอมองหน้าจ๊อบและสบตาเขา
ใช่แล้ว ต้องใช่แน่ๆ ไม่มีผิดแน่ เธอเต้นจนจบเพลงและลงมาจากเวที เธอเดินมาที่จ๊อบ
“แพร” เสียงอันแผ่วเบาหลุดมาจากปากของจ๊อบ เธอคนนั้นยิ้มให้
“จำฉันได้ด้วยเหรอ”
“จำได้ซิก็เราเพื่อนรักกันไม่ใช่เหรอ” หมอเม้งหันไปมองด้วยความสงสัย
“เพื่อนหมอจ๊อบเหรอ” หมอเม้งมองหน้าจ๊อบและมองไปที่เธอ จ๊อบพยักหน้า
“นายเป็นหมอด้วยเหรอ” จ๊อบพยักหน้าอีกครั้ง
“หมอสูติฯน่ะ” จ๊อบยิ้ม
“นายจำฉันได้ยังไงนะ ไม่เคยมีใครจำฉันได้เลยตั้งแต่ฉันมาทำงานที่นี่”
“ก็แววตาเธอมันบอกนี่นา ถึงจะแต่งตัวเซ็กซี่ขนาดไหน สายตาเธอก็ยังเฉยเมยเหมือนเดิม”
แพรนั่งข้างๆจ๊อบ แล้วสั่งเครื่องดื่มบ้าง เธอดูเปลี่ยนไปมากในสายตาของจ๊อบ แพรในความทรงจำของจ๊อบคือเด็กสาวเรียบร้อย เรียนเก่ง ขยันทำงานช่วยพ่อแม่และเป็นเพื่อนที่เขาสนิทที่สุด ไปไหนมาไหนด้วยกันจนคนชอบทักว่าเป็นแฟนกัน พอจบมัธยมปลายก็ได้ข่าวว่าเธอย้ายไปต่างจังหวัดไม่มีที่อยู่หรือเบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้เลย
“แล้วทำไมเธอมาอยู่นี่ล่ะ” แพรมองหน้าจ๊อบ
“ไว้ว่างๆจะเล่าให้ฟัง” เธอลุกขึ้นและเข้าไปหลังร้าน ปล่อยให้จ๊อบนั่งงงอยู่ที่โต๊ะ

คืนต่อมาจ๊อบมาที่ผับแห่งเดิมคนเดียว เขาอยากจะคุยกับแพรอีก
“จ๊อบ” เสียงแพรเรียกเขาจากด้านหลังก่อนที่เขาจะเข้าไปในผับ
“วันนี้ฉันไม่ได้ทำงานน่ะ ทำแค่จันทร์ถึงศุกร์ คิดว่านายคงจะมาเลยยืนรอ” จ๊อบดีใจที่ได้เห็นหน้าเธออีกครั้ง
“แพร ไปหาอะไรกินกันไหม” แพรพยักหน้า ทั้งสองไปกินส้มตำที้ร้านแถวๆนั้น
“บอกได้รึยังว่าทำไมเธอไปทำงานในที่แบบนั้น” แพรยิ้ม
“ไปส่งที่บ้านก่อนแล้วจะบอก”
“ก็ได้ แต่ถ้าไม่บอกเราโกรธจริงๆด้วย” แพรพยักหน้าอมยิ้ม ทั้งสองคุยกันอย่างสนุกสนานตามประสาคนสนิทที่ไม่ได้พบกันเป็นเวลานาน
จ๊อบนั่งรถเมล์และเดินไปส่งแพรที่บ้าน ทั้งคู่มาหยุดที่ประตูหน้าบ้าน
“เธอยังอยู่บ้านเดิมนี่” จ๊อบแปลกใจที่เธอยังอาศัยอยู่ที่บ้านหลังเดิมซึ่งขัดแย้งกับข่าวที่เขาได้รู้มา ทั้งคู่เข้าไปในบ้านของแพร จ๊อบมองไปรอบๆ ห้องนั่งเล่นแห่งนี้เขาเคยได้มาเยือนบ่อยๆ ที่ผนังมีรูปพ่อกับแม่เธอบนหิ้ง ท่านทั้งสองคงจากเธอไปแล้ว
“นั่งก่อนซิ” จ๊อบนั่งลงบนโซฟา เธอนั่งข้างๆเขา
“ทีนี้บอกฉันได้รึยัง” แพรสูดลมหายใจเข้า
“ฉันโดนข่มขืนในวันที่เรียนจบน่ะ” จ๊อบตกตะลึงกับคำพูดของเธอ
“ใครเป็นคนทำเธอแบบนั้นล่ะ” แพรก้มหน้าลง
“วินมอ’ไซค์แถวนี้น่ะ พอมันทำสำเร็จแล้วมันก็หายเข้ากลีบเมฆไปเลย ฉันไม่กล้าบอกใครเพราะอาย”
“เธอเลยย้ายไปต่างจังหวัดเหรอ” เธอพยักหน้า จ๊อบโอบไหล่เพื่อนรักของเขา
“แต่มันก็ไม่น่าจะทำให้เธอหันมาทำอาชีพนี้นี่นา”
“ไม่หรอก ถ้าพ่อแม่ของฉันไม่ด่วนจากไปเร็วแบบนี้”
“แล้วพวกท่านเป็นอะไรไปล่ะ”
“รถคว่ำ ฉันก็เลยกลับมาอยู่ที่บ้านหลังนี้อีกครั้ง” จ๊อบเริ่มเข้าใจแล้ว
“แต่ที่ร้ายกว่านั้นก็คือฉันถูกข่มขืนซ้ำแล้วซ้ำอีก”
“ใครมันทำกับเธอได้ลงคอขนาดนี้เนี่ย” จ๊อบเริ่มมีน้ำโห
“ลุงของฉันเองแหละ เขามาเป็นผู้ปกครองของฉันแทนพ่อแม่ที่จากไป” จ๊อบเริ่มเสียใจเมื่อได้ฟังเรื่องของเพื่อนรักคนนี้ เขาน่าจะรู้ว่าเธอยังอยู่ที่เดิมจะได้มาดูแลได้บ้าง แต่เขามันไม่รู้อะไรเลย
“ช่างมันเถอะ เรื่องมันผ่านไปแล้ว” แพรกลับมายิ้มให้อีกครั้ง
“แพร ฉันคิดถึงแกนะ” เธอพยักหน้ารับ
“ฉันก็คิดถึงนายเหมือนกัน” จ๊อบยิ้ม
“พรุ่งนี้ทำงานรึเปล่าล่ะจ๊อบ” เขาส่ายหน้า
“งั้นไปเที่ยวกันนะ” เธอกอดเขาแน่น และเขาก็กอดเธอเช่นกัน
“ฉันกลับก่อนนะ” จ๊อบขอตัวกลับบ้านก่อนเพราะดึกมากแล้ว
“อย่ากลับได้ไหม” แพรไม่อยากให้จ๊อบกลับ
“ค้างที่นี่มันดูไม่ดีนะ” จ๊อบกลัวว่ามันจะดูไม่ดีในสายตาคนอื่น
“กลัวอะไรนักล่ะจ๊อบ แกไม่ใช่ผู้ชายคนแรกที่มาค้างบ้านฉันสักหน่อย” จ๊อบอึ้งไป
“ก็ได้” แพรยิ้มและเข้าไปสวมกอดจ๊อบ เธอพาเขาไปนอนที่เตียงและขึ้นไปนอนข้างๆ
“ฉันนอนข้างล่างก็ได้นะ” จ๊อบบอก แต่แพรดึงตัวเขาไว้
“ไม่เอา นอนด้วยกันนี่แหละ” แพรกอดจ๊อบและหลับไป เขาลูบหัวเธอเบาๆ นานแค่ไหนแล้วนะที่เขาไม่ได้ใกล้ชิดกับผู้หญิงแบบนี้ เขาเคยคิดว่าจะเบื่อผู้หญิงซะแล้วซิ เขาหลับไปจนเช้า
“ตื่นได้แล้วจ๊อบ วันนี้ไปเที่ยวกันนะ” จ๊อบงัวเงียตื่นขึ้นมา
“อ้ะ นี่เสื้อผ้าไปอาบน้ำแล้วมากินข้าวนะ” แพรยื่นเสื้อผ้าผู้ชายให้เขาชุดหนึ่ง
“เสื้อซื้อไว้นานแล้วน่ะ กะว่าจะให้คนๆหนึ่งแต่เขาไม่มาแล้วหละ เอาไปใส่เถอะ”

จ๊อบไปอาบน้ำแต่งตัวและมากินข้าวที่แพรเตรียมไว้ให้ วันนี้ทั้งคู่จะออกไปเที่ยวกัน แพรชวนเขาไปศรีราชาเพราะอยากไปเดินเล่นแถวชายหาดที่คนน้อยๆและไม่ไกลด้วย เมื่อถึงชายหาดแล้วสัญญาณโทรศัพท์มือถือก็หายไปหมด จ๊อบหยิบโทรศัพท์ออกมาดูก็แอบหัวเสียเล็กน้อยเพราะกลัวว่าจะมีใครโทรเข้ามาตอนนี้ แพรหยิบโทรศัพท์ของเขาจากมือมาใส่ไว้ในกระเป๋าถือของเธอ
“เวลามาเที่ยวก็อย่าห่วงอย่างอื่นนักเลยน่า” แพรทำเสียงดุใส่ ทั้งสองลงไปเดินในน้ำดู น้ำทะเลที่นี่ใสมากมองเห็นเท้าของกันและกันได้เลย จ๊อบเองก็รู้สึกสบายใจที่ได้มาในที่ๆสงบเช่นนี้ ต่างจากการทำงานในเมืองที่ช่างวุ่นวายไม่มีที่สิ้นสุด บ่ายมากแล้วทั้งสองนั่งรถกลับบ้าน แพรหลับและซบที่ไหล่ของจ๊อบ เขามีความสุขมากๆ

วันต่อมาจ๊อบไปทำงานด้วยหน้าตาที่สดใสจนเพื่อนที่ทำงานต่างทักเป็นเสียงเดียวกันว่าไปทำอะไรมา เลิกงานแล้วจ๊อบไปหาแพรที่บ้าน เมื่อเข้ามาในบ้านเขาเห็นแพรนอนอยู่บนพื้นจึงพาไปส่งโรงพยาบาล หมอประจำหน่วยฉุกเฉินบอกว่าเธอเป็นเอดส์และมีโรคแทรกซ้อนรุนแรง เธออาจอยู่ได้อีกไม่กี่เดือน
จ๊อบทรุดตัวลงกับพื้นขนาดเขาเองเป็นสูตินรีแพทย์ยังไม่รู้เลยว่าแพรเป็นเอดส์ น้ำตาไหลออกมาจากดวงตาของเขา เมื่อสองวันที่ผ่านมาเขาอยู่กับแพรทั้งวันทั้งคืนก็ไม่เห็นว่าเธอจะมีอาการผิกปกติอะไร แต่ทำไมเรื่องร้ายๆต้องเกิดขึ้นกับคนดีๆอย่างแพรด้วยนะ เขาเข้าไปเยี่ยมแพรในห้องพิเศษที่เขาออกค่าใช้จ่ายทุกอย่างให้เธอ แพรดูโทรมไปมากต่างจากเมื่อวานที่ทั้งสองไปเที่ยวด้วยกัน
“ทำไมแพรไม่บอกเรา” จ๊อบถามกำมือแน่น
“เรื่องอะไรเหรอ” เธอแกล้งทำเป็นไม่รู้
“ก็เรื่องที่เธอเป็นเอดส์น่ะ” แพรนิ่งเงียบ
“ฉันกลัวเธอรับไม่ได้เหมือนแฟนเก่าของฉันน่ะ เสื้อผ้าที่เธอใส่ก็คือเสื้อที่ฉันซื้อให้เขา แต่ยังไม่ทันได้ให้เขาก็ทิ้งฉันไปแล้ว” เธอร้องไห้ จ๊อบไปนั่งที่ข้างเตียงของเธอ
“ฉันรับได้ซิ เราเป็นเป็นเพื่อนรักกันไม่ใช่เหรอ” จ๊อบร้องไห้ไปกับเธอด้วย
“ถ้าเธอบอกฉัน มันก็ยังรักษาได้นะ ถึงจะไม่หายขาด เราก็จะยังได้ไปเที่ยวด้วยกันอีกตั้งนานนะ” จ๊อบพยายามปลอบใจเธอ แพรส่ายหน้า
“แค่นี้ฉันก็มีความสุขมากพอแล้ว ฉันอยู่มาพอแล้วหละจ๊อบ” เธอยิ้มให้เขา จ๊อบกอดแพรเอาไว้
“ต่อจากนี้ไปฉันจะดูแลเธอนะ ฉันรู้ว่าอาจจะทำใจลำบากที่จะเราจะไม่ได้เจอกันอีก แต่ฉันก็อยากจะชดเชยช่วงเวลาร้ายๆที่เธอต้องเจอ โดยที่ฉันไม่ได้อยู่ด้วย” จ๊อบจูบแพรทั้งน้ำตา
“ขอบคุณนะจ๊อบ ฉันรักนายนะจ๊อบ”
“ฉันก็รักเธอนะแพร แกจะเป็นเพื่อนสนิทของฉันตลอดไป”

ในช่วงสุดท้ายของชีวิตแพร จ๊อบพาเธอไปรักษาตัวที่บ้านของเขา ดูแลเธอเป็นอย่างดีไม่เคยห่างไปไหน บางครั้งหมอเม้งก็มาเยี่ยมเธอด้วย จนถึงวันสุดท้ายของเธอ จ๊อบร้องไห้ไม่หยุดและลางานไปหนึ่งสัปดาห์เต็ม
เขาไปเที่ยวที่ศรีราชาอีกครั้ง ภาพวันที่ทั้งสองได้ไปเที่ยวด้วยกันยังอยู่ในความทรงจำของเขาเสมอ
เมื่อทำใจกับการจากไปของแพรได้แล้ว จ๊อบก็ทำหน้าที่การเป็นสูตินรีแพทย์ได้เป็นอย่างดี เขาจะบอกคนไข้ทุกคนว่าให้สวมถุงยางทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ เวลาที่ผ่านมาได้สอนอะไรเขาหลายๆอย่าง

วันนี้หมอจ๊อบมาที่ผับก็เพื่อจะแจกถุงยางอนามัยให้กับผู้ที่มาเที่ยวในวันนี้ เขาเดินแจกให้กับเด็กวัยรุ่นตามโต๊ะ แจกให้บาร์เทนเดอร์ เด็กดริ๊ง สาวโคโยตี้ อะโกโก้ และทุกคนในที่นี้ก็ได้รับถุงยางกันครบ เขาไม่หวังให้ทุกคนทำตามที่เขาบอก เพียงแค่หันมาสนใจเรื่องการป้องกันบ้างก็จะเป็นเรื่องที่ดีมาก
จ๊อบเดินออกมาจากผับด้วยรอยยิ้มที่สดใส เขาเงยหน้ามองไปที่ท้องฟ้าสีดำสนิท ดวงดาวส่องแสงระยิระยับ
“แพร ผมจะสู้ต่อไปนะเป็นกำลังใจให้ผมด้วย”